หน้าแรก
ยุทธศาสตร์การพัฒนา
วิสัยทัศน์
แผนพัฒนาเทศบาล
ข่าวประชาสัมพันธ์
จัดซื้อ-จัดจ้าง
ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร
กิจกรรม
ที่พัก-ที่เที่ยว
ข้อสรุปเบื้องต้นในการประชุมร่วมเทศบาลเมืองท่าบ่อและชมเดิน-วิ่ง เพื่อสุขภาพสวนสมเด็จย่า เรื่อง การแข่งขันเดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติฯ มินิมาราธอน ครั้งที่ 1
E-Mail
นายประพาส  นครภักดี  นายกเทศมนตรีเมืองท่าบ่อ
ที่พัก - ที่เที่ยว
 
หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ
 
 
ประวัติหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ
 
                พระพุทธรูปองค์นี้ได้ก่อสร้างมาแต่ดึกดำบรรพ์มีพระรูปงดงามน่าเลื่อมใส  สร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชครองเมืองเวียงจันทร์  พระสงฆ์ในวัดศรีชมภูองค์ตื้อได้ประชุมปรึกษาหารือกัน  ลงมติจะหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นในบ้านน้ำโมง  (เดิมเรียกว่าบ้านน้ำโหม่ง) เพื่อเป็นที่เคารพสักการะแก่อนุชนรุ่นหลังต่อ ๆ มา  เมื่อตกลงกันแล้วจึงได้ชักชวนบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย  เพื่อเรี่ยไรทองเหลืองบ้าง  ทองแดงบ้าง  ตามแต่ผู้ที่มีจิตศรัทธาจากท้องที่อำเภอและจังหวัดใกล้เคียง  ได้ทองหนักตื้อหนึ่ง (มาตราโบราณภาคอีสานถือว่า  ๑๐  ชั่งเป็นหมื่น ๑๐  หมื่นเป็นแสน  ๑๐  แสนเป็นล้าน  ๑๐  ล้านเป็นโกฏิ  ๑๐  โกฏิเป็นหนึ่งกือ  ๑๐  กือเป็นหนึ่งตื้อ)  พระสงฆ์และชาวบ้านจึงพร้อมกันหล่อ  เป็นส่วน  ๆ  ในวันสุดท้ายเป็นวันหล่อตอนพระเกศ ในตอนเช้าได้ยกเบ้าเทแล้วแต่ไม่ติด  เมื่อเอาเบ้าเข้าเตาใหม่  ทองยังไม่ละลายดีก็พอดีเป็นเวลาจวนพระจะฉันเพล  พระทั้งหมดจึงทิ้งเบ้าเข้าเตาหรือทิ้งเบ้าไว้ในเตาแล้วก็ขึ้นไปฉันเพลบนกุฏิฉันเพลเสร็จแล้วลงมาหมายจะเทเบ้าที่ค้างไว้กลับปรากฏเป็นว่ามีผู้เทติด  และตอนพระเกศสวยงามกว่าที่ตอนจะเป็น  เป็นอัศจรรย์สืบถามได้ความว่า  (มีชายผู้หนึ่งนุ่งห่มผ้าขาวมายกเบ้านั้นเทจนสำเร็จ)  แต่ด้วยเหตุที่เบ้านั้นร้อนเมื่อเทเสร็จแล้ว  ชายผู้นั้นจึงวิ่งไปทางเหนือบ้านน้ำโมงมีผู้เห็นยืนโลเลอยู่ริมหนองน้ำแห่งหนึ่งแล้วหายไป  (หนองน้ำนั้นภายหลังชาวบ้านเรียกว่าหนองโลเลมาจนถึงปัจจุบันนี้  และชายผู้นั้นก็เข้าใจกันว่าเป็นเทวดามาช่วยสร้าง)  เมื่อได้นำพระพุทธรูปที่หล่อแล้วมาประดิษฐานไว้ในวัด  มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งเมืองเวียงจันทร์มาเที่ยวบ้านน้ำโมงสองท่านชื่อว่า  ท่านหมื่นจันทร์  กับ  ท่านหมื่นราม  ทั้งสองท่านนี้ได้เห็นพระเจ้าองค์ตื้อก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสที่จะช่วยเหลือ  จึงได้ช่วยกันก่อฐาน  และทำราวเป็นการส่งเสริมศรัทธาของผู้สร้าง  ครั้นเมื่อขุนนางทั้งสองได้กลับถึงเมืองเวียงจันทร์แล้ว  ได้กราบทูลพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชซึ่งครองเมืองเวียงจันทร์ในเวลานั้นพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้เสด็จมาทอดพระเนตรก็ทรงเกิดศรัทธาจึงได้สร้างวิหารประดิษฐานกับแบ่งปันเขตแดนให้เป็นเขตข้าทาสบริวารของพระเจ้าองค์ตื้อดังนี้           
                ๑ . ทางตะวันออกถึงบ้านมะก่องเชียงขวา( ทางฝั่งซ้ายตรงข้ามอำเภอโพนพิสัย )
                ๒. ทางตะวันตกถึงบ้านหวากเมืองโสม ( อำเภอน้ำโสม  จังหวัดอุดรธานี)                                         
                ๓. ทางทิศใต้ถึงบ้านบ่อเอือดหรือบ่ออาด ( อยู่ในอำเภอเพ็ญ  จังหวัดอุดรธานี)                  
                ๔. ทางเหนือไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน  คาดว่าน่าจะเป็น  บ้านพานพร้าว  อำเภอศรีเชียงใหม่  จังหวัดหนองคาย  และเมือง “กินายโม้”  ส.ป.ป.ลาว  ในปัจจุบัน                                    
                พลเมืองที่อยู่ในเขตข้าทาสของพระเจ้าองค์ตื้อตั้งแต่เดิมมาต้องเสียส่วยสาอากรให้แก่ทางราชการ   แต่เมื่อตกเป็นข้าทาสของพระเจ้าองค์ตื้อ โดยผู้ใดประกอบอาชีพทางใดก็ให้นำสิ่งนั้นมาเสียส่วยให้แก่วัดศรีชมพูองค์ตื้อทั้งสิ้น  เช่น  ผู้ใดเป็นช่างเหล็กก็ให้นำเครื่องเหล็กมาเสีย  ผู้ใดทำนาก็ให้นำข้าวมาเสีย   ผู้ใดทำนาเกลือก็ให้เอาเกลือมาเสียทางวัดก็มีพนักงานคอยเก็บรักษาและจำหน่ายประจำเสมอ   ที่ด้านหน้าของพระวิหารมีตัวหนังสือไทยน้อยหรือหนังสือลาวเดี๋ยวนี้อยู่ด้วย  แต่เวลานี้เก่าและลบเลือนมากอ่านไม่ได้ความติดต่อกัน  พระเจ้าองค์ตื้อเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ฝีมือช่างฝ่ายเหนือและล้านช้างผสมกัน  นับเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก เป็นพระประธานซึ่งสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนั่งขัดสมาธิปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง  ๓ เมตร ๒๙  เชนติเมตร  สูง ๔ เมตร ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีชมภู  องค์ตื้อ  ตำบลน้ำโมง  อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย  เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง เคารพนับถือมาก สร้างในสมัยใดและใครเป็นผู้สร้างไม่มีประวัติแน่ชัด แต่พอจะถือหลักฐานได้ดังนี้
                หลักฐานการสร้างที่ชาวบ้านเชื่อถือกันทุกวันนี้ซึ่งได้จากศิลาจารึกเขียนเป็นตัวธรรม  เป็นภาษาไทยน้อยมีรอยเลอะเลือน แต่พอเก็บข้อความได้ดังนี้ 
 
ประวัติในหินศิลาจารึกเรื่องหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง  ถอดความจากอักษรตัวธรรม หรือภาษาไทยน้อยได้ว่าดังนี้
                              
                ๑.  สร้างเมื่อพุทธศักราช    ๑๐๕ พระวรรษา                                                                                                       
                ๒. พระชัยเชษฐาเป็นลูกเขยพระยาศรีสุวรรณ ภรรยาของพระชัยเชษฐาคือ  พระนางศรีสมโพธิ   มีลูก ๔ คน เป็นชาย  ๓ คน   เป็นหญิง   ๑ คน                                                                               
                ๓. พระชัยเชษฐา เกิดที่เมืองเวียงคุก  ภรรยาเกิดที่เมืองจำปา  ( บ้านน้ำโมง  ) ในปัจจุบันนี้
                ๔. นามวัด โกศีล สร้างได้  ๑ปี ๓ เดือน สมภาร ชื่อ พระครูอินทราธิราช อายุ  ๓๔ ปี พรรษา ๑๕ มีพระอยู่ด้วย ๑๒  รูป   สามเณร  ๕ รูป                                                                                                                                            
                ๕. ทางวัดโกศีล  ทางยาว  ๑ เส้น ๕ วา   กว้าง   ๑ เส้น  ๑๐ วา                                                                              ๖.  วัดโกศีล เป็นวัดที่สำคัญมากกงจักรเกิดที่วัดนี้ พระชัยเชษฐาจึงเลื่อมใสจึงชักชวนคณะที่มีศรัทธารวม ๘ คน สร้างพระพุทธรูปใหญ่หน้าตัก กว้าง๓ เมตร สูง ๔ เมตร รายนามบุคคลทั้ง๘ คือ 
พระชัยเชษฐา  ท้าวอินทราธิราราช   ท้าวเสนากัสสะปะ    ท้าวอินทร   ท้าวเศษสุวรรณ   ท้าวพระยาศรี  ท้าวดามแดงทิพย์  ท้าวอินสรไกรยสิทธิ์  รวมเป็นคน  ๑๒  ภาษาที่มาร่วมกันสร้าง  พระชัยเชษฐาเป็นคนหล่อ     
                ๗. พระชัยเชษฐาจึงป่าวร้องบริวาร  ๕๐๐  คนมาช่วยหล่อ  เป็นทองเหลือง  เงิน  และคำผสมกันน้ำหนักได้หนึ่งตื้อ  ทำพิธีหล่อเท่าไรก็ไม่สำเร็จ  ต่อเมื่อพระอินทร์และเทพยุดา  ๑๐๘  องค์มาช่วยหล่อจึงสำเร็จ                         
                ๘. วัดโกศีล  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง  สร้างอยู่  ๗  ปี  ๗  เดือน  จึงสำเร็จเป็นหลวงพ่อองค์ตื้อ   ๙.  เมื่อหล่อแล้ว  มีอภินิหารเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึง  ๑๐๐  อย่าง
                ๑๐.  พระพุทธรูปองค์นี้สิ้นเงิน  ๑๐๕,๐๐๐  ชั่ง                                                                  
                ๑๑.  บ้านที่ขึ้นเป็นบริวารมี  ๑๓  บ้านคือ  เมืองเวียงคุก  กองนาง  กำพร้า  จินายโม้  ปากโค  พรานพร้าว ศรีเชียงใหม่หนองคุ้งยางคำ  หนองแซงศรี  สามขา  ท่าบ่อ  พร้าว  บ่อโอทะนา
 
ข้อวินิจฉัยในศิลาจารึก
 
                ในหลักศิลาจารึกข้อที่  ๑  ว่า  สร้างเมื่อ  พ.ศ.  ๑๐๕  นั้น  ขัดต่อความเป็นจริง  เพราะพระพุทธศาสนาเริ่มแพร่เข้ามาในประเทศไทยเมื่อ  พ.ศ.  ๓๐๐  ล่วงแล้วเลข  พ.ศ.  ข้างหน้าที่ลบเลือนนั้นคงจะเป็น  พ.ศ. ๒๑๕๐  เพราะในระหว่าง  พ.ศ.  ๒๑๐๕  อยู่ในระยะรัชสมัยของพระไชยเชษฐาแห่งเมืองเวียงจันทร์  ซึ่งเป็นระยะไล่เลี่ยกันกับที่พระไชยเชษฐา  ได้ร่วมกับกรุงศรีอยุธยาสร้างเจดีย์  ศรีสองรักษ์ขึ้นที่อำเภอด้านซ้าย  ในจังหวัดเลย  ปัจจุบันนี้ก็ยังคงอยู่พอจะอนุมานได้ว่า  ผู้สร้างวัดศรีชมภูองค์ตื้อ  คงเป็นพระเจ้าชัยเชษฐาแน่
                ในศิลาจารึกข้อที่  ๒  ที่ว่าพระชัยเชษฐาเป็นลูกพระยาศรีสุวรรณนั้น  ขัดกับพระราชพงศาวดาร  เพราะพระชัยเชษฐาธิราช  ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองเวียงจันทร์นั้น  เป็นบุตรพระยาโพธิสาร  ดังแจ้งในพงศาวดาว่าพระยามหาพรหมราช  เจ้าเมืองเชียงใหม่ถึงแก่พิลาลัยเมื่อ  พ.ศ.  ๒๐๘๒  พระโอรสทรงนามว่า  เจ้าทรายดำ  ได้ครองเชียงใหม่อยู่  ๓ปีก็ทิวงคต  ไม่มีโอรสราชนัดดา
สืบสันติวงศ์  เสนาบดีเมืองเชียงใหม่ลงไปเฝ้าพระเจ้าล้านช้าง  พระเจ้าล้านช้างพร้อมเจ้าเชษฐาวงศ์  ไปเยี่ยมพระศพถึงเชียงใหม่ และต่อมาในปี  พ.ศ. ๒๐๙๑  เสนาพฤฒามาตย์พร้อมกันยกราชสมบัติให้เจ้าเชษฐวงศ์เป็นเจ้าเชียงใหม่  ทรงพระนามว่าพระชัยเชษฐาธิราช  พระยาโพธิสารเสด็จกลับหลวงพระบางได้  ๒  ปี  ก็ทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๐๙๓  พระชัยเชษฐษธิราชจึงกลับไปครองนครล้านช้าง  (จากหนังสือฝั่งขวาแม่น้ำโขง) ข้อนี้ไม่มีหลักฐาน พระยาศรีสุวรรณกัลป์พระยาโพธิสารอาจเป็นคน ๆ เดียวกันก็ได้
                ในศิลาจารึกข้อที่  ๓  ว่า  พระชัยเชษฐาเกิดที่เมืองเวียงคุก  ไม่น่าเป็นไปได้  เพราะพระยาโพธิสารธรรมมิกราชบิดาครองราชย์สมบัติอยู่ที่นครล้านช้าง  หลวงพระบาง พระชัยเชษฐาต้องเกิดที่ล้านช้าง  ส่วนเวียงคุกนั้นมาเจริญรุ่งเรืองขึ้นทีหลัง  เมื่อพระเจ้าชัยเชษฐาได้ขึ้นครองราชย์สมบัติที่เวียงจันทน์แล้ว  แล้วที่ว่าภรรยาเกิดที่เมืองจำปาน้ำโมงนั้นไกลความจริงมาก  เพราะพระอัครมเหสีของพระเจ้าชัยเชษฐเป็นธิดาพระเจ้าเชียงใหม่  หรือว่าจะเป็นภรรยาน้อย  ข้อนี้ไม่มีหลักฐานยืนยัน
                ในศิลาจารึกข้อ ๔  ชื่อวัดว่า “วัดโกศีล”นั้นน่าจะเป็นโกสีย์มากกว่า แต่ปัจจุบันนี้ ชื่อวัดศรีชมภูองค์ตื้อ
                ในศิลาจารึกข้อ  ๕  เขตวัดทางยาวและทางกว้างแคบกว่าที่กล่าวไว้ในศิลาจารึก  ทั้งนี้เข้าใจว่า  ทางหน้าวัดน้ำเซาะทางทิศเหนือและทิศใต้ให้แคบลง  (เมื่อปี  พ.ศ. ๒๔๘๙)  ได้ตรวจสอบวัดดูปรากฏว่า  แคบไม่ตรงกับศิลาจารึกแต่ปัจจุบันนี้ทางวัดได้ซื้อขยายออกไปมากแล้วทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก
                ในศิลาจารึกข้อ  ๖  ว่า  กงจักรเกิดขึ้นนั้น คงมีรูปกงจักรอันเป็นรูปธรรมจักร  ซึ่งมีตามวัดเก่า   ในสมัยก่อน  แต่ปัจจุบันนี้หาดูไม่ได้แล้ว
                ในศิลาจารึกข้อ ๗  พระชัยเชษฐามีบริวารถึง  ๕๐๐ นี้  ต้องเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นพระชัยเชษฐาผู้ครองนครเวียงจันทน์แน่
                การนับน้ำหนักและจำนวนในสมัยก่อนนั้น  เขานับ  สิบ-ร้อย-พัน-หมื่น-แสน-ล้าน-โกฏิ-ตื้อ  แต่ถ้าหมายถึงจำนวน ก็เติมอะสงไขยเข้าไปอีกเป็นอันดับสุดท้าย  เพราะฉะนั้น  คำว่า ตื้อ  จึงเป็นน้ำหนักที่มากที่สุดแล้ว  การสร้างพระมานานถึง  ๗  ปี  ๗  เดือน  เห็นจะรวมน้ำหนักที่แน่นอนไม่ได้  พระก็องค์ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น  สร้างก็ยาก  หมดเปลืองก็มาก  เพื่อให้สมกับความยากลำบากจึงกำหนดเอาว่า  สร้างด้วยทองหนัก  ๑  ตื้อ  ซึ่งความจริงสมัยนั้นจนถึงสมัยนี้ก็ไม่มีใครรู้จริง ๆ ว่า  โกฏิและตื้อนั้นมีค่าเท่าใดกันแน่  คงนับกันไปอย่างนั้นเอง
                การหล่อพระศักดิ์สิทธิ์  มักจะเป็นพระอินทร์หรือตาปะขาวมาช่วยจึงสำเร็จ  ทั้งนี้เพราะเหตุผล  ๒ ประการ คือ  ประการแรกต้องการจะให้คนนับถือ  ประการที่สองสมัยนั้น  คนดีมีวิชาอยู่ไม่ค่อยได้  เพราะจะถูกรังแก  จึงแกล้งปกปิดไว้ว่า  เป็นเทวดามาหล่อ
                ในศิลาจารึกข้อ  ๘  ว่า  วัดโกศีลตั้งอยู่ริมน้ำโขงนั้น  เป็นความจริง  เพราะตามธรรมดาแม่น้ำย่อมคดเคี้ยว  และเกิดมีคุ้งน้ำขึ้น  น้ำโขงซึ่งกว้างราว  ๑  กม.เศษ  ไหลผ่านศรีเชียงใหม่ พุ่งไปปะทะ
ตอนใต้นครเวียงจันทน์  จินายโม่และบ่อโอทะนา  เมื่อปะทะฝั่งลาวแล้ว  กระแสน้ำก็กลับพุ่งมาปะทะฝั่งไทยตอนใต้ท่าบ่อ  กระแสน้ำจะไหลปะทะสลับฝั่งกันเช่นนี้เรื่อยไป  เมื่อถึงหน้าน้ำราว ๆ เดอน  ๗-๙ น้ำจะเต็มฝั่งหรือล้นฝั่ง  กระแสน้ำในแม่น้ำโขงจะไหลเชี่ยวเร็วประมาณ  ๑๕.๒๐  กม.  ทีเดียวฝั่งที่ถูกปะทะก็จะพัง  ฝั่งตรงข้ามตอนใต้คุ้งน้ำ น้ำจะไหลค่อยและวน  ดินจะตกตะกอนเมื่อน้ำลดก็จะเกิดเป็นดินงอกทุกปี  วัดน้ำโมงก็เช่นเดียวกัน  เดิมตั้งอยู่ริมโขงจริง  แต่อยู่ใต้คุ้งน้ำตรงข้ามกับจินายโม่และบ่อโอทะนา  ดินหน้าวัดจึงงอกออกเรื่อยมาเราจึงเห็นกันว่า  วัดน้ำโมงจะอยู่ห่างจากตลิ่งแม่โขงไปทุกทีอย่างเช่นทุกวันนี้
                ในศิลาจารึกข้อ  ๙  เมื่อหล่อแล้วมีอภินิหารเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึง  ๑๐๐  อย่างนั้น  ในข้อนี้ ความเชื่อถือของชาวเมืองเชื่อมั่นว่า  มีผีหรือเทวดารักษา  คนนับถือมาก  บางคนเจ็บไข้ได้ป่วยไปขอน้ำมนต์มากินก็หายได้  คนไม่มีลูกไปขอก็มีได้  อะไรต่อมิอะไรร้อยแปดมากกว่า  ๑๐๐  อย่างเสียอีก
                ในศิลาจารึกข้อ  ๑๐  ว่า  การสร้างสิ้นเงินไปถึง  ๑๐๕,๐๐๐  ชั่ง  แต่ถ้าจะคิดถึงค่าราคาแห่งพระพุทธรูปงามองค์นี้  ในปัจจุบันแล้วมีค่าเหลือที่จะคณานับได้  เมื่อผู้ใดเข้าไปใกล้เฉพาะพระพักตร์แล้ว  จะหายทุกข์โศกทันที  พระพักตร์อมยิ้มนิด ๆ พระเนตรลืมสนิท  พระนลาฏกว้างพระร่างอูม  ส่วนพระกายนั่งตรงได้ส่วนสัด ประทับอยู่ในท่าสงบ  ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก  ทำให้ผู้ได้พบเห็นองค์พระองค์ตื้อ  เกิดมโนภาพคล้าย ๆ เข้าไปนั่งอยู่เฉพาะพระพักตร์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทำให้เกิดความปีติและมีศรัทธาขึ้นทันที  อันเป็นธรรมาภินิหารเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ได้พลเห็น  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีค่ายิ่งกว่าสมบัติใด ๆ ที่ท่านโบราณาจารย์วางราคาไว้ถึง ๑๐๕,๐๐๐  ชั่ง  ข้าพเจ้าคิดว่ายังถูกไป
                ในศิลาจารึกข้อ  ๑๑  นั้น  แสดงให้เห็นว่า  เป็นวัดซึ่งพระเจ้าชัยเชษฐาเป็นผู้สร้างแน่  เพราะมีบริวารถึง ๑๓  บ้าน  วัดที่จะมีบริวารได้ต้องเป็นวัดหลวง  ชาวบ้านเหล่านั้นต้องส่งส่วยแก่วัดโดยไม่ต้องกระทำกิจใด ๆ แก่ทางราชการ  คงเป็นแต่ข้าของพระองค์ตื้อ  เช่นเดียวกับข้าพระธาตุพนม  ซึ่งยังคงถือเป็นประเพณีมาจนทุกวันนี้ ในวันเทศกาลนมัสการพระองค์ตื้อ  ชาวบ้านที่เป็นข้าจะต้องนำเครื่องมาสักการะบูชา  ถ้ามิฉะนั้น  ผีหรือเทวดาผู้รักษาจะลงโทษ
 
ปาฏิหาริย์ของพระเจ้าองค์ตื้อ
 
                มีเรื่องเล่ากันว่า  ครั้งหนึ่งพวกฮ่อได้ยกทัพข้ามโขงมาขึ้นที่ฝั่งวัดน้ำโมง  เพื่อหวังจะทำลายพระองค์ตื้ออันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนแถบนั้น  เพื่อเป็นการทำลายขวัญของพวกชาวบ้าน  ขณะที่ข้าศึกได้จ้วงขวานฟันลงไปที่พระชานุของพระองค์ตื้อนั้น  ก็ปรากฏเสียงร้องออกจากพระโอษฐ์  และมีพระดลหิตไหลออกจากแผลที่พระชานะ  พร้อมกับมีน้ำพระเนตรไหลซึมออกมาเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก  ข้าศึกเป็นอัศจรรย์เช่นนั้นก็เกรงจะเกิดภัยจึงได้รีบยกทัพกลับ  แต่ก็ปรากฏว่าพวกฮ่อถึงแก่ความตายจนหมดสิ้น  ทุกวันนี้แผลเป็นที่พระชานุก็ยังปรากฏอยู่
                ในสมัยก่อนผู้คนสัญจรไปมาจะสวมรองเท้าเข้าไปในวัดไม่ได้จะต้องมีอันเป็นไปโดยประการต่าง ๆ แม้แต่เจ้านาย  ที่เข้ามาถือน้ำพิพัฒนสัตยา จะสวมรองเท้าเข้าไปในวิหารนั้นก็ไม่ได้  ถ้าบุคคลใดฝ่าฝืนก็จะได้รับโทษโดยประการต่าง ๆ เช่นเจ็บป่วยโดยกระทันหัน เป็นต้น
                บุคคลที่ไม่มีบุตรธิดาสืบสกุล  มีดอกไม้ธูปเทียนหรือเครื่องสักการะอย่างอื่นมาทูลขอบุตรธิดาจากพระองค์  บุคคลผู้นั้นก็จะได้กุลบุตรธิดาสืบสกุล  สมความมุ่งมาดปรารถนา  แต่บุตรธิดาที่พระองค์ประทานให้แล้วนั้น  บิดามารดาจะทำโทษหรือเฆี่ยนตีโดยประการใด ๆ ไม่ได้  ต้องสั่งสอนเอาโดยธรรมเท่านั้น
                บุคคลผู้ใดของหาย  เช่น เงิน ทอง  โค  กระบือ  เป็นต้น  มีดอกไม้ธูปเทียนเครื่องสักการะมาบูชาบวงสรวง  เพื่อให้ได้สิ่งของนั้นคืนมา  ก็จะได้คืนมาสมประสงค์
                ทรัพย์สมบัติของใครหาย  ไม่ทราบว่าผู้ใดมาลักขโมยเอไป  เจ้าของทรัพย์มีความสงสัยผู้ใด  ก็นำบุคคลผู้นั้นมาทำสัตย์สาบานต่อพระพักตร์ของพระเจ้าองค์ตื้อ  ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้เอาก็ไม่เป็นอะไร  แต่ถ้าบุคคลนั้นเอาไปจริง ๆ แต่ปฏิเสธไม่ยอมรับตามความเป็นจริง  บุคคลผู้นั้นก็จะได้รับโทษ  เช่น  เจ็บป่วยหรืออาจถึงแก่ความตายได้
                บุคคลผู้ใดไปศึกสงครามได้มาบนบานขอให้พระเจ้าองค์ตื้อคุ้มครอง  บุคคลผู้นั้นก็จะปลอดภัยประสพแต่ความสวัสดีมีชัยกลับมา  และบุคคลผู้ใดมีความปรารถนาอยากจะให้มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต  นำเครื่องสักการะมาบูชาพระเจ้าองค์ต้อ  ขออานุภาพของพระองค์ตื้อคุ้มครอง
และบันดาลให้เกิดมีความเจริญรุ่งเรืองในการประกอบอาชีพที่สุจริต  บุคคลผู้นั้นก็จักเจริญสมความมุ่งมาดปรารถนาทุกประการ
                อนึ่ง  การเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อไปมาไม่ได้  บางคนก็ให้ญาติพี่น้องไปบูชาแผ่นทองปิดองค์หลวงพ่อใหญ่ หรือพรพุทธรูปจำลอง  ตั้งจิตอธิษฐานปิดตรงที่เจ็บปวดนั้น  ปรากฏว่าโรคนั้นได้หายไปดังจิตอธิษฐาน
 
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสังคม
 
                 ในอดีตพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ล้านช้างผู้สร้างพระเจ้าองค์ตื้อพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
ทรงสถาปนาและทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ มากมาย  พุทธศิลป์ในยุคนี้ได้รับอิทธิพลจากล้านนามาก รวมทั้งพระเจ้าองค์ตื้อ  พระพุทธรูปทองสำริดขนาดใหญ่ที่วัดองค์ตื้อ  นครเวียงจันทน์  และวัดศรีชมภูองค์ตื้อ  บ้านน้ำโมง  อำเภอท่าบ่อ  จังหวัดหนองคาย
                สิทธิพร  ณ  นครพนม  อธิบายไว้ในเอกสารประกอบการสัมมนาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จังหวัดหนองคายว่า  “พระเจ้าองค์ตื้อ”  พระพุทธรูปขนาดใหญ่หนัก  ๑  ตื้อ  (ประมาณ  ๑๒,๐๐๐ กิโลกรัม  ตื้อเป็นมาตรวัดของคนล้านนา)  ศิลปะล้านนา  สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๑๐๕  เชื่อกันว่า  เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระนางยอดคำทิพย์  พระบรมราชชนนีของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช  ทั้งกำหนดเป็นพระราชพิธีที่กษัตริย์เวียงจันทน์ต้องเสด็จมานมัสการ  พระเจ้าองค์ตื้อทุกเดือน  ๔  เสด็จพร้อมขบวนช้าง  ม้า  มาสักการะจากวัดท่าคกเรือ  อำเภอท่าบ่อถึงวัดพระเจ้าองค์ตื้อ  เป็นระยะทาง  ๑๐  กิโลเมตร  ถนนนี้จึงมีชื่อว่า  “จรดลสวรรค์”  มาจนถึงปัจจุบัน
                เมื่อวันที่  ๒๐  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๒๐  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  สยามมกุฎราชกุมาร  พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าโสมสวลี  พระวรชายาทินัดดามาศ  เสด็จเป็นองค์ประธานยกช่อฟ้าขึ้นสู่วิหารประดิษฐานหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ  พร้อมทั้งได้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ  (ม.ว.ก.)  ขึ้นประดิษฐานที่หน้าบรรณของวิหารหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ  และได้ทรงมอบพระนามาภิไธยของทั้งสองพระองค์จารึกลงในแผ่นศิลาหินอ่อนไว้ด้านหน้าของตัววิหารหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อด้วย
 
 
ร้องทุกข์ สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
ฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐ
เว็บไซต์กลางบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (Thailand e-Government)
สายด่วนของรัฐบาล 1111
กรมส่งเสริมการปกครอง
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ
จังหวัดหนองคาย
จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน
คลังข่าวมหาดไทย
คู่มือประชาชน ตามพรบ.ความสะดวกฯ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารทางอิเล็คทรอนิคส์ เทศบาลเมืองท่าบ่อ